Effect of Sea-fastening Arrangement to Hogging / Sagging


Effect of Sea-fastening Arrangement to Hogging / Sagging

K.Kurojjanawong

19-Oct-2016

มีคนเอาเรื่อง hog and sag มาถาม ผมก็เลยเอามาอธิบายให้ฟังอีกรอบแล้วกัน ตามรูปที่วาดข้างล่าง แต่คราวนี้จะเน้นให้ดูว่าตำแหน่งของ Sea-fastening มันมีผลยังไง กับ Hog/Sag Effect

ผมว่าคนจำนวนมากเลยไม่ได้คิด จนกว่าจะเจอปัญหา อย่างที่บอก งานเล็กๆ ทำไปเถอะใส่อะไรก็ผ่านทั้งนั้น แต่พอมันใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะยาวขึ้น จำนวน support มากจุดขึ้น ไม่คิดไม่ได้ล่ะทีนี้ ถ้าไม่คิดจะออกมาเปลือง และ ไม่ effective อย่างแรง ถ้าแรงกว่านั้น ก็คือ ทำยังไงก็ไม่ผ่าน คือ พอไม่ผ่านก็ไป ใส่ sea-fasting เพิ่มไปเรื่อยๆ เค้าเรียกว่า สู้แบบไม่ใช้สมอง หล่ะแบบนี้ แรงน้อยๆ สู้ได้ แต่พอมันเยอะขึ้นถึงจุดหนึ่ง เราต้องหลบ และต้องหลบให้มีหลักการสมกับที่เรียนมาด้วย

ผมเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วว่า โครงสร้างเราที่วางบนเรือ มี stiffness มากกว่า เรือ แน่นอน หลัก หลายเท่าด้วย เมื่อกี้ กดดูคร่าวๆ จะได้ Moment of inertia ของ jacket ประมาณ 300-800 m^4 ขึ้นกับขนาด ในขณะที่เรือ อยู่ที่ 20-150 m^4 งั้น เป็นไปได้ที่ Jacket มักจะมีปัญหา เพราะ ยาว และต้องรองรับหลายจุด จะมี Moment of Inertia สูงกว่าเรือ 5 – 15 เท่า

ปัญหาก็คือ เมื่อเรือมันอ่อนกว่าขนาดนั้น เวลาคลื่นมา มันก็แอ่นตาม wave profile แต่ถ้าเราไปล๊อกโครงสร้าง ตายตัวกับ เรือ โดยเฉพาะ ล็อก หัว ท้าย โครงสร้างเลย ก็เหมือน กับ เราเอา Jacket ไป strengthening หรือไปวางดามให้เรือไม่ให้มันโกร่ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเรือมันอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง เหมือนมีไม้บรรทัดพลาสติกดัดไปดัดมาก็ไม่หัก วันดีคืนดีไปซื้อไม้บรรทัดอย่างดีแข็งแต่เปราะมาวางทาบแล้วดัด เพราะคิดว่าดีขึ้น ปรากฏไม้บรรทัดที่ทาบหัด แต่อันเก่าไม่เป็นไร แล้วจะทำไปทำไม

การจะแก้ปัญหา โครงสร้าง รับ Hog/Sag Load จากเรือไม่ได้ คือ ต้องอย่าให้ โครงสร้าง ไปกลายเป็น strengthening part ให้ เรือ การจะทำอย่างนั้นได้ ก็คือ ต้อง อย่าล๊อก แนวดิ่ง กับเรือ โดยเฉพาะ หัว และท้ายโครงสร้าง ต้องปล่อยให้มันหลุดออกจาก เรือ แต่ก็ต้องหาจุดเหมาะสมด้วย

หลักการคือล็อกในจุดที่ควรล็อก และปล่อยในจุดที่ควรปล่อย

จุด ideal ที่สุด ก็คือ ล๊อกแนวดิ่ง เฉพาะ จุดที่อยู่ใกล้ COG ของโครงสร้าง หัวท้าย ไม่ต้องไปล็อกแนวดิ่ง ปล่อยให้มันลอย แต่ถ้ามันลอยมากเกินไป ก็ต้องใส่ให้กระจายออกไปจาก COG มากขึ้น แต่ไม่ใช่ ถึง หัวท้ายโครงสร้าง

ผมเข้าใจว่าปัญหาของคนทำงานในบ้านเรา คือ เห็นมาน้อยไปหน่อย และที่สำคัญเห็นอยู่แบบเดียวด้วย ใช้แต่รูปแบบเดิม คือ ใส่ ท่อ เป็น Sea-fastening

จริงๆ แล้ว ต้องคิดนอก กรอบออกมา ความหมายของ Sea-fastening คือ ทำไงก็ได้ไม่ให้โครงสร้างหล่นไปจากเรือ ในที่นี้ผมแยกเป็นสองแบบ คือ tie-down ซึ่งเป็นการล๊อกตายตัว และ stopper ซึ่งเป็นการแค่หยุดมันไว้ คือแค่ไปแตะ แต่ไม่ได้เชื่อมติด ตราบใดที่เราหยุด ไม่ให้มันหล่นได้ ก็โอเครแล้ว

การใช้รูปแบบที่ แถวบ้านเราชอบทำกัน คือ ใส่ ท่อ ซึ่ง ท่อมันจะใส่เข้าไป มันต้อง เชื่อม พอมันต้อง เชื่อม มันก็กลายเป็นว่า สิ่งที่เราใส่เข้าไปมันกลายเป็นทั้ง tie-down และ Stopper ไปพร้อมกัน เพราะ มันล๊อก โครงสร้างไปเรียบร้อย ยิ่ง ใส่เยอะเท่าไร โครงสร้างเรายิ่งกลายเป็น Strengthening element ให้เรือ ไป บางจุดเราต้องการล็อกไม่ให้มันขยับแนวราบ แต่การเชื่อมกลายเป็นไปล็อกแนวดิ่งมันด้วยแบบไม่ได้ตั้งใจ และไม่ควรจะเกิด

ถ้าเราเปลี่ยนไปใช้ Stopper แทน ในบางจุด มันก็ได้ เหมือนกัน คือ ล๊อก ไว้ในแนวที่เราต้องการ แล้วก็ปล่อยให้มันขยับในแนวที่เราไม่ต้องการ แต่เราก็ยังต้องการล๊อกมันกับเรือเลยด้วย เช่น ล๊อกแนวดิ่งไม่ให้มันลอยออกไป ซึ่งทั้งสองรุปแบบนี้มันไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกัน ถ้าเราแยกชนิดของ sea-fastening แบบที่เป็น tie-down และ stopper ออกมามันก็จะทำให้ เราวาง tie-in และ stopper ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่ง การใช้ stopper นี่ใช้กันเยอะมาก ใน อุตสาหกรรมเรือ จะเห็น เค้าวาง Stopper ไว้เฉยๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปเชื่อมติดกับโครงสร้างเลย แล้วเราทำไมต้องเชื่อมด้วยหล่ะ ??

stopper-and-sea-fastening-arrangement

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s