การรื้อถอนโครงสร้างนอกชายฝั่งแหล่งก๊าซ Frigg ในทะเลเหนือ ตอนที่ 1


The North Sea Frigg Gas Field Decommissioning Plane Episode 1

การรื้อถอนโครงสร้างนอกชายฝั่งแหล่งก๊าซ Frigg ในทะเลเหนือ ตอนที่ 1

K.KUROJJANAWONG

1

รูปที่ 1 The Frigg Field Facilities

Abstract

การ รื้อถอนโครงสร้างนอกชายฝั่งแหล่งก๊าซ Frigg ของ Total บริษัทสัญชาติฝรั่งเศลในทะเลเหนือ ซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อน่านน้ำประเทศนอร์เวย์และเครือจักรภพ (UK) ถือเป็นการรื้อถอนโครงสร้างนอกชายฝั่งในครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย แหล่ง Frigg ประกอบด้วยแท่นแบบ Fixed Jacket จำนวน 3แท่น (DP1, DP2 และ QP โดย DP1 เป็น Jacket เสียหายที่ถูกทิ้งร้างไว้ ไม่มี Topside) แท่นแบบ Concrete Gravity Bas จำนวน 3 แท่น (TP1, TCP2 และ CDP1) มีอายุใช้งาน ทั้งหมด 27ปี นับตั้งแต่ปี 1977 ก็จะหยุดผลิตในถึงปี 2004 และเริ่มการรื้อถอนในปี 2005 แล้วเสร็จในปี 2010

โดย แท่นแบบ Fixed Jacket จำนวน 3แท่น ถูกรื้อถอนออกทั้งหมดจนต่ำกว่าพื้นทะเลอย่างน้อย 1 ม ส่วนแท่นแบบ Concrete Gravity Base จำนวนอีก 3 แท่น ถูกรื้อออกเฉพาะส่วนบน (Topsides) ส่วนฐานที่เป็นคอนกรีต (Substructure) ถูกทิ้งไว้กลางทะเล โดยมีการติดไฟแจ้งเตือน (Navigator Light) ที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และมีการบำรุงรักษาตลอดไปจนกว่าจะคิดค้นวิธีที่จะรื้อถอนออกมาได้อย่าง ปลอดภัย

น้ำหนัก เหล็กที่ถูกรื้อในครั้งนี้มีสูงถึง 87000 ตัน ซึ่งถือเป็นการรื้อถอนในครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน (ปี 2015) ใช้งบประมาณในการรื้อถอนทั้งหมดประมาณ 5997 Million NOK (ประมาณ 30000 ล้านบาท หรือ1000 ล้านยูเอสดอลล่าร์) โดยการรื้อถอนถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในอุตสาหกรรมก๊าซและน้ำมัน ทำให้การรื้อถอนแหล่งก๊าซ Frigg เรียกได้ว่าเป็นรวบรวมเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีรวมไปถึงการคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ในการรื้อถอนโครงสร้างขึ้นมาจากน้ำให้มีความปลอดภัยและประหยัดที่สุด ซึ่งโครงการนี้กลายเป็น Role Model ให้โครงการอื่นๆ ที่จะต้องมีการรื้อถอนตามข้อกำหนดที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่รับสัมปทานได้ใช้ เป็นแบบอย่างต่อไป

2

รูปที่ 2 Frigg Field – Before and After [1]

Introduction

แหล่ง นี้ชื่อเต็มคือ Frigg Treaty แต่คนมักเรียกว่า Frigg เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่อยู่บริเวณรอยต่อน่านน้ำของประเทศนอร์เวย์และสหราช อาณาจักรในทะเลเหนือ (North Sea) ดังแสดงในรูปที่ 2 โดยเป็นเส้นเขตแดนในน่านน้ำตามข้อตกลงกันตั้งแต่ปี 1965 แหล่งก๊าซ Frigg ถูกค้นพบขึ้นในปี 1971 โดยเป็นการให้สัมปทานร่วมกันระหว่าง Norway และ UK เนื่องจากแหล่งนี้อยู่คร่อมน่านน้ำสองประเทศพอดี โดย Norwegian Sector อยู่ภายใต้สัมปทานเลขที่ 024 ซึ่งจะหมดอายุลงในปี 2015 ในขณะที่ฝั่ง UK Sector อยู่ภายใต้สัมปทานเลขที่ 118 ซึ่งจะหมดอายุลงในปี 2016

3

รูปที่ 3 Location of the Frigg Field and the Main Pipeline Connections [2]

แหล่ง Frigg ในฝั่ง Norway ถูกค้นพบเมื่อ มิ.ย. 1971 ในขณะที่ฝั่ง UK ถูกค้นพบเมื่อ เม.ย. 1972 บริษัท Elf Norge ใน Stavanger นอร์เวย์ เป็นผู้ได้รับสัมปทานในฝั่งนอร์เวย์ ในขณะที่ Total Oil Marine ใน Aberdeen UK เป็นผู้ได้รับสัมปทานในฝั่ง UK เป็นที่คาดการณ์กันว่า 60.82% ของปริมาณก๊าซทั้งหมดอยู่ในเขตน่านน้ำ Norway ในขณะที่อีก 39.18% อยู่ในเขตน่านน้ำ UK

ฤดู ร้อนปี 1973 มีการลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซจากฝั่ง UK ให้กับ British Gas Corporation ในขณะที่สัญญาซื้อขายก๊าซจากฝั่ง Norway ลงนามเมื่อ ก.ค. 1974 ซึ่งเป็นการเซ็นต์สัญญากันยาวถึงวันที่ 1 ต.ค. 2000 แหล่ง Frigg สามารถผลิตก๊าซได้ครั้งแรกในปี 1977 เป็นที่คาดการณ์ว่าจะสามารถผลิตได้ต่อเนื่องถึงปี 2004

หลัง จากการควบรวมกิจการระหว่าง TotalFina Group และ Elf Group ในปี 2000 บริษัทได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น TotalFinaElf Group ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในปี 2003 เป็น Total SA อันเป็นผลให้บริษัทลูกใน Norway และ UK เปลี่ยนชื่อเป็น Total E&P Norge AS และ Total E&P UK PLC ตามลำดับ โดยมีส่วนแบ่งดังต่อไปนี้

  • Total E&P Norge AS                        28.664%
  • Norsk Hydro Produksjon AS         19.992%
  • Statoil ASA                                        12.164%
  • Elf Exploration UK PLC                 26.120%
  • Total E&P UK PLC                          13.060%

อย่าง ไรก็ดีตามสัญญาสัมปทานไม่ได้มีข้อตกลงในการรื้อถอนโครงสร้างและท่อส่งใน แหล่ง Frigg ซึ่งถือเป็นความสมัครใจแล้วก็สปิริตของ Total ในการรื้อถอน facilities ที่อยู่ในแหล่งนี้ทั้งที่ไม่อยู่ในข้อตกลงตั้งแต่ต้น โดยต้องทำการรื้อถอนให้เป็นไปตามข้อกำหนดของทั้งสองประเทศ

แหล่ง Frigg มีทั้งหมด 5 แท่น และ Jacket ที่ถูกที้งร้างตั้งแต่ปี 1974 เนื่องจากเสียหายตอนติดตั้ง อีก 1 ตัว โดยแท่นทั้งหมดแบ่งอยู่ในน่านน้ำของประเทศ Norway และ UK ดังนี้

น่านน้ำ UK Block 10/1

  • Treatment Platform 1 (TP1)
  • Quarter Platform (QP)
  • Concrete Drilling Platform 1 (CDP1)

น่านน้ำ Norway Block 25/1

  • Treatment and Compression Platform 2 (TPC2)
  • Drilling Platform 2 (DP2)
  • Drilling Platform 1 (DP1)

ระหว่าง TP1, QP และ TCP2 มีสะพานเชื่อมต่อกัน โดยในจุดนี้เป็นจุดที่เรียกว่า Frigg Central Complex โดยเป็นทั้งแหล่งผลิต และแหล่งรวบรวมก๊าซจาก แหล่งข้างเคียง คือ North East Frigg, East Frigg, Lille Frigg, Odin และ Froy Satellite เพื่อนำส่งขึ้นฝั่งที่ St. Ferguson ใน Scotland อีกด้วย

4

รูปที่ 4 Frigg Facilities – Sketch vs Reality [13]

National Regulations

โดย ในการรื้อถอน Offshore Facilities จำเป็นต้องมีการทำแผนการรื้อถอนส่งให้ Ministry of Petroleum and Energy, Ministry of Local Government and Labour และต้องสำเนาให้ Norwegian Petroleum Directorate ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับทางฝั่ง UKโดยในแผนต้องประกอบด้วยแผนการรื้อถอน (Disposal Plan) และ รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment Report) ควบคู่กัน ซึ่งในแผนจะต้องร่างให้เป็นไปตามข้อกำหนดของทั้งสองประเทศ (UK and Norway) รวมไปถึงข้อกำหนดระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (OSPAR) และข้อกำหนดเกี่ยวกับการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) อีกด้วย

1) Norwegian Legislation

ข้อ กำหนดเกี่ยวกับการรื้อถอนของประเทศนอร์เวย์ให้เป็นไปตาม “Act of 29 November 1996 No. 72 relating to petroleum activities” [7] ซึ่งไม่มีการกำหนดข้อบังคับตายตัวในการรื้อถอน แต่ให้มีการรื้อถอนให้มีความเหมาะสมเป็นกรณีๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่กล่าวในเชิงความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการคำนึงถืงผู้ที่จะประโยชน์ทางทะเลกลุ่มอื่นๆ ด้วย ข้อกำหนดยังกล่าวถึงความคุ้มค่าทางวิศวกรรมและความปลอดเปรียบเทียบกับผล กระทบในเชิงสิ่งแวดล้อม การประมง และกลุ่มผู้ใช้ทะเลอื่น รวมไปถึงการนำ Facilities ไปใช้ในเรื่องอื่นๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการรื้อถอนออก

ข้อ กำหนดบังคับชัดเจนให้มีการส่ง Disposal Plan (แผนการกำจัดขยะจากทะเล), Decommissioning Plan (แผนการรื้อถอน) และ EIA report โดยใน EIA ต้องมีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมในการรื้อถอนรูปแบบต่าง คือต้องมีการศึกษามาแล้วอย่างดีว่าแผนที่เลือกมีความคุ้มค่าปลอดภัย และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

นอก เหนือจาก Petroleum Act แล้วยังต้องพิจารณาข้อกำหนดอื่นๆที่เกียวข้องอีกด้วย เช่น Pollution Control Act, Harbours and Navigation Act และ Working Environmental Act

2) United Kingdom Legislation

ข้อ กำหนดในการรื้อถอน Offshore Facilities ของฝั่ง UK อ้างถึง “Petroleum Act 1998” [8] โดยข้อกำหนดบังคับให้มีการส่ง Concession Plan (Decommissioning) และ EIA report ก่อนที่จะมีการรื้อถอนเหมือนข้อกำหนดฝั่งนอร์เวย์

โดย การกำจัดขยะจากทะเลต้องมีความปลอดภัย ปลอดมลภาวะ ตาม Environmental Protection Act 1990 และ Radioactive Substances Act 1993 รวมไปถึงยังต้องพิจารณาข้อกำหนดอื่นๆที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

  • Coast Protection Act 1949
  • Acceptance of and Abandonment Safety Case under the Offshore Installation Regulations 1992
  • HSE regulation 22
  • Pipeline Safety Regulation 1996

3) OSPAR Convention

OSPAR เป็นองค์กรทางสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ที่มีสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศ มาทำข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมในบริเวณ North-East Atlantic (รวมถึงทะเลเหนือ) ดังนั้นการรื้อถอนต้องเป็นไปตามข้อตกลง “OSPAR Decision 98/3 on the Disposal of Disused Offshore Installations” [6] ตามข้อกำหนดนี้ การทิ้งสิ่งปลูกสร้างไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วนใน North-East Atlantic (รวมถึงทะเลเหนือ) เป็นสิ่งต้องห้าม

อย่าง ไรก็ดีข้อกำหนดได้ให้ข้อยกเว้นไว้คือ กรณีที่ผู้รับผิดชอบให้แต่ประเทศพิจารณาแล้วว่าการทิ้งสิ่งปลูกสร้างไว้กลาง ทะเลเป็นไปตามข้อยกเว้นที่กล่าวไว้ใน Annex 2 ของ OSPAR Decision 98/3 แล้ว สามารถที่จะพิจารณา Leave-In-Place ไว้ได้ โดยข้อยกเว้นโดยย่อๆ มีดังต่อไปนี้

  • ส่วน ของโครงสร้างเหล็กใต้น้ำไม่ว่าจะเป็นทั้งหมดหรือบางส่วนที่มีน้ำหนักมากกว่า 10000 ตัน และติดตั้งก่อนวันที่ 9 กพ 1999 สามารถที่จะทิ้งไว้กลางทะเลได้
  • ส่วนของโครงสร้างคอนกรีตสามารถที่จะพิจารณาทิ้งไว้กลางทะเลได้ไม่ว่าจะเป็นทั้งโครงสร้างหรือบางส่วน
  • ส่วน ของ Offshore Facilities ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นอะไรสามารถที่จะทิ้งไว้ในทะเลได้ ถ้ามีการพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีผลกระทบเนื่องจากความเสียหายของโครงสร้าง เช่นจากการเสื่อมสภาพ หรือ อื่นๆ

การ ที่จะทิ้งส่วนของโครงสร้างใดๆ ไว้ในทะเลไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน จำต้องมีการข้อคำแนะนำ รวมถึงส่งรายงานการศึกษาให้ OSPAR พิจารณาอย่างน้อย 32 อาทิตย์

4) IMO Guidelines

“1989 IMO Guidelines and Standards for the Removal of Offshore Installations” [9] ไม่ได้เป็นข้อบังคับสำหรับการรื้อถอนแหล่ง Frigg แต่เป็นความสมัครใจของ Total Norge ในการนำมาพิจารณาในการรื้อถอนครั้งนี้ โดยข้อกำหนดนี้จะแนะนำว่าส่วนไหนบ้างที่จะทิ้งไว้ในทะเลได้ หรือ ไม่ได้

ใน ข้อกำหนดนี้กล่าวว่าทุกชิ้นส่วนโครงสร้างต้องมีการรื้อถอนให้ต่ำกว่าระดับ น้ำทะเลและห้ามไม่ให้นำไปใช้เพื่อการอื่น เช่น ปะการังเทียม โดยต้องทำการรื้อถอนให้ต่ำกว่าระดับน้ำอย่างน้อย 55 ม ข้อกำหนดนี้กล่าวอีกว่า ส่วนของโครงสร้างใดๆ ที่ไม่ได้ทำการรื้อถอนออกทั้งหมด ต้องทำการระบุพิกัดในแผนที่เดินเรือ (Nautical Charts) และต้องมีการติดตั้งสัญญาณไฟบอกตำแหน่ง (Navigator Aids) ให้เรียบร้อย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s